หน้าแรก |  รวมรถบ้าน |  รวมประกาศซื้อรถ |  อะไหล่ ของแต่ง รถยนต์  |  สินค้าอื่นๆ  |  ราคารถใหม่ |  รวมรถมือสองทั้งหมด | 
  ลงประกาศขาย อะไหล่ ของแต่ง รถ ฟรี  |  ลงประกาศขาย สินค้าอื่นๆ ฟรี  |  ลงประกาศซื้อรถ ฟรี |  ช่วยเหลือ
 สมาชิก login
ชื่อ:
รหัส:
สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน

 ค้นหารถมือสอง โดยใช้รหัส

< คลิกวิธีดูรหัส

 บทความน่ารู้
การดูแลรักษารถยนต์แบบง่ายๆ ที่คนรักรถควรรู้(76)
10 ประโยชน์ของกล้องติดหน้ารถยนต์(247)
วิธีติดตั้งกล้องติดรถยนต์(130)
29 เรื่องเข้าใจผิดของคนใช้รถ(18919)
10 อันดับรถสวยแห่งปี 2009 (18554)
เทคโนโลยีการขับขี่ในยุคหน้า(11754)
การขับรถเกียร์ออโต้(48751)
การเคลมประกันรถยนต์(14987)
เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์(7150)
ปัญหายอดฮิตของระบบเบรก(9034)
สารพันดูแลยางรถยนต์(5890)
อะไหล่รถยนต์:แท้ เทียบ เทียม ปลอม เลือกกันอย่างไรดี(10822)
ไฟซีนอน(7349)
ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง(7713)
กระจกชอบน้ำ"เทคโนโยลีใหม่ที่ควรรู้จัก(6099)
อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (รู้ไว้เผื่อโดนฟันเกินราคา)(13665)
วิธีดูแลระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์(8239)
ล้อแม็ก .... ไม่ใช่แค่ความสวย(12355)
  ดูรายการทั้งหมด   

 บริการอื่นๆที่น่าสนใจ
เคล็ดลับการขายรถใช้แล้ว
การเลือกซื้อรถมือสอง
ชำระเบี้ยประกันภัย
กฏหมายจราจร

 บริการไฟแนนซ์
 > รับจดทะเบียน
 > บริการโอนรถยนต์
 > รับจัดไฟแนนซ์
ติดต่อ คุณธิติชญาน์ 02-021-2288 ต่อ 1

ข้อเสนอแนะ
 
คลิกที่นี่

ยินดีต้อนรับพันธมิตรทุกท่าน
copy link ด้านล่างนี้ นำ ไปใส่เว็บ
ของท่าน ส่งlinkท่านให้เรา
คลิกที่นี่
 

 
 
    รวมสาระน่ารู้เรื่อง"ยาง" 
     

       ในการออกแบบรถรุ่นใหม่ๆ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้พิจารณาหาทางลดเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้รถมีความ สุนทรีย์ในการขับขี่มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนา ยางรุ่นใหม่ ๆให้มีเสียงเกิดขึ้นขณะใช้งานน้อยที่สุด เงียบที่สุด ที่นี้เราลองมาดูกันว่าเสียงยางนั้นมีกี่ชนิดและเกิด ขึ้นได้
อย่างไร

1. เสียงดอกยาง : ขณะยางวิ่งสัมผัสพื้นถนนอากาศจะถูกอัดอยู่ภายในร่องด อกยางกับพื้นผิวถนน เมื่อยางวิ่งต่อไปอากาศจะขยายตัวออกจากร่องยางทำให้เ กิดเสียงขึ้น เสียงจะเกิดขึ้นต่อเนื่องซ้ำอยู่ตลอดเวลาด้วยความถี่ คงที่

2. เสียงแหลม : เสียงแหลมดัง "เอี๊ยด" เกิดจากการออกรถหรือหยุดรถอย่างกะทันหันหรือขณะเลี้ย วรถมุมแคบอย่างทันทีท้นใด เสียงดังกล่าวเป็นตัวชี้ให้ทราบว่าผู้ขับรถได้ใช้งาน จนเกินความสามารถของยางที่จะรับได้ ความสามารถในการยืดเกาะถนน

3. เสียงถนน : ผิวถนนในปัจจุบันนี้มีอย่างมากมายหลายประเภท เช่น คอนกรีตผิวเรียบ,คอนกรีตมีร่องเล็กๆ ตามแนวขวาง,
แอสฟัสต์ผิวเรียบ แอสฟัสต์มีหินลอย, ทางลูกรัง ฯลฯ เวลาขับรถผ่านผิวถนนดังกล่าวก็จะเกิดเสียงต่างๆกันออ กไป

4. เสียงสะเทือน : เสียงนี้เกิดขึ้นจากความสั่นสะเทือนของยางเมื่อวิ่งผ ่านผิวถนนที่มีสภาพผิดปกติ เช่น เป็นหลุม ,แตกร้าว หรือเนื่องจากความไม่สมดุลของยาง

5. เสียงดอกยางบิดตัว : เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบิดตัวไม่สัมผัสถนน ของดอกยางบางส่วนเกิดขึ้นในขณะเลี้ยวโค้ง แต่ไม่รุนแรงถึงกับหน้ายางลื่นไถล

      เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดและที่มาของเสียงแล้ว เราลองมาดูกันว่าองค์ประกอบที่ทำให้เกิดเสียงดอกยางด ังมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ในเบื้องต้นคุณที่ใช้รถ น่าจะรู้สาเหตุไว้บ้าง เผื่อเป็นแนวทางในการบำรุงรักษาต่อไป แต่อย่างไรแล้วน่าจะสละเวลาสักนิด นำรถเข้าร้านเพื่อตรวจสอบถึงสาเหตุที่มาของเสียง น่าจะปลอดภัยกว่า




เติมลมธรรมชาติหรือจะเติมไนโตรเจนดีกว่ากัน

           หลายคนสนใจ เพราะความเชื่อหรือโฆษณาว่า "การเติมไนโตรเจน" 100 เปอร์เซ็นต์ แทนการเติมลมธรรมดา แล้วแรงดันลมยางจะเปลี่ยนแปลงน้อยเมื่อวิ่งไปไกลๆ แล้วยางร้อนขึ้น แต่ในความเป็นจริงอากาศรอบๆ ตัวเราก็มีไนโตรเจนอยู่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ส่วนออกซิเจนนั้นมีอยู่กว่า 20เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นการขยายตัวออกอากาศปกติกับไนโตรเจนล้วนๆ เมื่อเกิดความร้อนขึ้นการขยายตัวของลมยางจึงไม่ต่างก ันมาก แต่ปัญหาที่สำคัญกว่า และถูกมองข้ามเป็นประจำ กลายเป็นเรื่องความชื้นหรือไอน้ำที่ผสมอยู่ในลมที่ถู กเติม เพราะปั๊มลมส่วนใหญ่มีการกรองเอาไอน้ำออกไม่หมด หรือไม่มีการกรองเลย ซึ่งในการเติมลมตามสถานที่ทั่วไป จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงลมผสมไอน้ำได้ เพราะไม่สะดวกที่จะตรวจสอบ เมื่อความชื้นกลับกลายเป็นน้ำ แรงดันรวมของยางจะลดลง แต่เมื่อยางร้อน น้ำที่อยู่ภายในก็จะกลายเป็นก๊าซ ทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเติมลมด้วยไนโตรเจนล้วนๆ จึงอาจจะดีในแง่ที่มีความชื้นปนอยู่น้อยมาก หากอยากเติม ก็ควรสะดวกทั้งในการเติมครั้งแรก และการเติมครั้งต่อๆ ไป ถ้าเติมได้แค่ครั้งแรกแล้วครั้งต่อไปเติมด้วยลมธรรมด า (ที่มีไอน้ำปนอยู่) ประโยชน์ที่ได้ก็จะลดลงไปด้วยครับ



เมื่อไหร่ดอกยางหมด

             ยางดอกหมด อาจะทำให้คิดไปได้ว่า การเกาะถนนจะไม่ดีเท่ายางที่มีดอกยาง แต่แท้จริงแล้วสำหรับการขับขี่บนถนนที่แห้งและเรียบ ยางที่ไม่มีดอกยางที่เนื้อยางยังไม่แข็งกระด้าง จะเกาะถนนมากกว่ายางมีดอก เพราะ "ยิ่งมีหน้ายางสัมผัสพื้นกว้างเท่าไร ก็ยิ่งเกาะถนนมากเท่านั้น"   สาเหตุที่ยางมีดอกยางเกาะถนนแห้งน้อยกว่ายางไม่มีดอก เพราะ "การกดยึดเกาะถนนเกิดขึ้นด้วยแรงกดระหว่างหน้ายางกับผ ิวถนน ยิ่งมีหน้ายางเป็นพื้นกว้างก็ยิ่งยึดเกาะกันได้ดี"
...แต่ยางไม่มีดอกจะเกาะถนนดีเฉพาะถนนแห้งเท่านั้น "ถ้าถนนเปียก อย่างฤดูฝนเช่นนี้ จะลื่นมาก เพราะมีน้ำเป็นฟิล์มบางๆ คั่นระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน" ยางสำหรับใช้งานทั่วไป ที่ต้องเจอทั้งถนนแห้งและเปียก จึงต้องมีร่องยางเพื่อให้สามารถรีดน้ำออกจากหน้ายางท ี่กดลงกับพื้น หรือเพื่อให้น้ำแทรกตัวอยู่ในร่องยางได้ ส่วนดอกยางก็ทำหน้าที่ยึดเกาะหรือสัมผ้สกับผิวถนน ทั้งเปียกและแห้ง



ฉะนั้น หน้าฝนนี้ สำรวจยางรถยนต์ของคุณกันสักนิด ว่าพอมีดอกยางเพื่อรีดน้ำออกจากยางเพื่อการยึดเกาะที ่ดีแล้วหรือยัง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของทุกท่านนะครับ



ตรวจเช็คลมยางช่วยประหยัดน้ำมัน


         น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็ออกมารณรงค์เรื่องประหยัดน้ำมันด้วยวิธีต่าง ๆ อาจจะคุ้นตากันบ้างกับโฆษณา "น้องลมยาง" เราก็ขอพูดถึงการประหยัดน้ำมันด้วยการตรวจเช็กลมยาง เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลกันสักหน่อย

การตรวจเช็กลมยาง เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ใช้รถยนต์ควรตรวจเช็กว่ายางสึกหรอถึงระดับต้องเปล ี่ยนหรือยัง และควรเติมลมยางให้เหมาะสมตามที่กำหนด เพราะหากยางรถยนต์สึกหรอหรือลมยางอ่อน จะทำให้การทรงตัวของรถไม่ดี และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุก 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2 % เช่น ยางขนาด 195มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26 ปอนด์ และยางขนาด 205-235 มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26-29 ปอนด์ เป็นต้น

เห็นความสำคัญของลมยางกันแล้ว ก็อย่าลืมตรวจเช็กลมยาง เพื่อความปลอดภัยและประหยัดน้ำมันนะครับ


ความดันลมยางสำคัญนะ

        คุณทราบไหมว่า ความดันลมของยางรถยนต์ มีผลกับส่วนอื่นๆ ของตัวรถมากกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก
นอกจากความดันลมยาง จะมีผลอย่างมากต่อการเกาะถนน การทรงตัวของรถยนต์แล้วยังเกี่ยวข้องไปถึงอายุใช้งาน ของยางรถยนต์ และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ยิ่งในภาวะน้ำมันแพงอย่างทุกวันนี้แล้ว ควรตรวจและเติมลมยางทุก 2 สัปดาห์ หรือ อย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง และเช็กความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ ส่วนยางอะไหล่ควรเติมลมให้มากกว่าค่าลมยางของล้อที่ค ่ามากประมาณ 6 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และควรเช็กความดันลมยางอะไหล่ทุกๆ 4 เดือน
เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณและของเพื่อนร่วมท างบนท้องถนน และแถมยังประหยัดเงินในกระเป๋าคุณได้อีกด้วย




รู้ไว้ก่อนการเปลี่ยนขนาดยาง

           การเปลี่ยนขนาดยาง และกระทะล้อของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น อาจจะมีเหตุผลหลายประการด้วยกัน บางคนชอบขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง บางคนชอบใช้ยางซีรีส์ต่ำๆ เพื่อความสวยงาม หรือบางคนอาจจะชอบยางที่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่การเปลี่ยนยางที่แตกต่างไปจากขนาดเดิมนั้น จะต้องคำนึงถึง
สิ่งต่อไปนี้ คือ

   1. ความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่จำเป็นจะต้องใกล้เคียงกับขนาดเดิม

   2. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง จะต้องใกล้เคียงขนาดเดิมด้วยเช่นกัน


   การเปลี่ยนแปลงขนาดยางที่ไม่ถูกต้องจะเกิดผลเสียดังน ี้
   ....ถ้าขนาดยางเล็กเกินไป
– ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง
– สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

  ... ถ้าขนาดยางใหญ่เกินไป
– ยางจะเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
– พวงมาลัยรถหนักขณะจอดหรือที่ความเร็วต่ำ
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจาก
ความเป็นจริง(อัตราความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดจากความ เป็นจริง คำนวณได้จากความแตกต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของยางเดิ มเปรียบเทียบกับยางใหม่)



หากจะเปลี่ยนขนาดยางใหม่ ก็อย่าลืมข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยนะครับ



Tips เกี่ยวกับดอกยาง


ดอกยางของรถยนต์นั้น มีใว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถบนถนนเปียกเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกั บผิวถนนและเกาะพื้นถนนได้ดี หน้ายางที่ถ่ายทอดแรงทิศทางต่างๆ สู่ ผิวถนนได้ดีนั้น ดอกยางควรลึกไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย สำหรับอายุของยางรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากยางรถยนต์อายุครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรรีบเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนครับ


สัญญาณเตือนเมื่อยางรถยนต์แตก

ปกติยางแบบเรเดียลจะแตกเองได้น้อยมาก หรือในกรณีที่ยางรถยนต์ถูกของมีคมขนาดไม่ใหญ่ทิ่มแทง ยางอาจจะมีการรั่วช้า แต่หากรู้สึกว่ามีเศษวัสดุทิ่มตำที่หน้ายาง ก็ไม่ควรดึงออกในทันที เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ลมยางรั่วออกมาอย่างรวด เร็ว หรือในรถที่มีการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง หากยางล้อหน้าแตกใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยลดความเร็วได้ บ้าง แต่หากเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า
นั้น ให้เตะเบรกเพียงเบาๆ เท่านั้น เพราะถ้าหากใช้วิธีลดเกียร์ต่ำช่วยล้อหน้าอาจจะกระตุ กจนเสียการทรงตัวได้ แต่สำหรับกรณีที่ยางเกิดแบนขณะที่รถวิ่งอยู่และรถเกิ ดอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการทรงตัวแย่ลง อัตราการเร่งอืดหรือพวงมาลัยดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรตกใจหรือเหยียบเบรกโดยกะทันหัน แต่ควรมีสติและพยายามบังคับพวงมาลัยให้มั่นคง แตะเบรกช้าๆ และเบาที่สุด
จนกระทั่งรถหยุดเอง


เคล็ดลับในการดูแลล้อแม๊กและยาง

ล้อแม็กนั้นมีประโยชน์มากกว่าแค่ความสวยงาม เรามีวิธีดูแลล้อแม็กและยางอย่างง่ายๆ มาฝากกัน
- ก่อนนำล้อแม็กใหม่ติดตั้งเข้ากับตัวรถ ควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาให้ทั่วเสียก่อนซึ่งมีประโยชน์ ช่วยรักษาสภาพความเงาวาว และป้องกันคราบสกปรกที่จะมาจับเกาะได้ดี

- เมื่อจะล้างล้อแม็กและยาง ควรรอให้ยางมีอุณหภูมิเย็นลงเป็นปกติเสียก่อนเพราะคว ามร้อนจะทำให้น้ำและน้ำยาหรือสบู่อ่อนระเหยแห้งไวเป็ นสาเหตุให้เกิดรอยด่างได้ง่าย

- หากจะขัดทำความสะอาดล้อแม็กและยาง ด้วยน้ำยาหรือสบู่อ่อน ให้เลือกใช้แต่แปรงชนิดขนอ่อน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยตามมา และควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาด้วย

- ไม่ควรใช้น้ำร้อนทำความสะอาดล้อแม็กเด็ดขาด มิเช่นนั้นสารที่เคลือบผิวล้อแม็กไว้จะถูกทำลาย

- ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการเครื่องล้างรถอัตโนมัติ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจ ว่า น้ำยาที่ใช้ในการทำความสะอาดจะไม่กัดสีของล้อและยาง รวมทั้งขนแปรงจะไม่แข็งเกินไป จนเกิดริ้วรอยได้

- ฟองน้ำที่ใช้ถูเช็ดตัวถังกับล้อ ก็ควรแยกชิ้นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเศษฝุ่นสะเก็ดหินจากล้อที่ติดอย ู่กับฟองน้ำไปขูดขีดกับตัวถังโดยไม่ตั้งใจ


การเลือกลายดอกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้ว การเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประ สิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย สำหรับดอกยางในท้องตลาดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

   1. ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอกและร่องที่คดโค้งหรือเป็เหลี่ยม เป็นแถวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ร่องยางที่ตื้น ช่วยในการระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่าย ป้องกันการลื่นไถลออกด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร

   2. ดอกบั้ง ( LUG PATTERN ) ยางดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส ้นรอบวงของยาง โดยร่องยางจะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนจะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่นๆ เหมาะกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (ล้อหลัง) รถจิ๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

   3. ดอกผสม ( RIB-LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอ กบั้ง โดยตรงกลางของหน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้ง ยางดอกผสมนี้จึงทั้งเกาะถนน ป้องกันรถไถลออกด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง วิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็วปานกลาง

   4. ดอกบล็อก ( BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมีช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร่องเหมือนกับยางดอกละเอียด เหมาะที่จะใช้กับทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย ปัจจุบันนิยมใช้กับยางเรเดียลที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก๋ง

เลือกใช้ดอกยางให้ถูกประเภทงานและรถ นอกจากจะได้รับความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการใช้ยางอย่างคุ้มค่าเงินอีกด้วย



การถนอมยางรถยนต์กรณีที่ต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน


เราเคยพูดถึงการจอดรถยนต์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้กันมาบ้ างแล้ว แต่สำหรับกรณีที่ไม่มีใครคอยดูแลช่วยขยับรถหรือติดเค รื่องยนต์ให้กับรถยนต์ที่คุณจำเป็นต้องจอดทิ้งไว้นาน แรมเดือน คุณควรสูบลมยางเพิ่มขึ้นสัก 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพราะการที่ต้องจอดรถไว้ในตำแหน่งเดียวนานๆ ยางส่วนที่
สัมผัสกับพื้นถนนจะถูกน้ำหนักตัวรถกดลงไป จนทำให้เบี้ยวเสียรูปทรง ทำให้โครงสร้างภายในชำรุด หรือจะขึ้นแม่แรงไว้ให้ล้อ และยางแตะพื้นน้อยที่สุดแต่ไม่ต้องถึงกับลอยขึ้นมาจา กพื้น เพราะหากล้อและยางลอยขึ้นมาจากพื้นจะทำให้ระบบช่วงล่ าง เช่น ปีกนก ลูกหมากต่างๆ ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นและ
เสียหายจากน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้ เพียงแค่หาเครื่องมือที่เรียกว่า สามขา มารองรับน้ำหนักรถเอาไว้ หากเปิดกระจกหน้าต่างให้แง้มลงมาได้บ้างเล็กน้อยก็จะ ช่วยให้อุปกรณ์ภายในรถที่เป็นยาง และพลาสติกมีความทนทานมากขึ้น




ทำอย่างไรเมื่อยางรถยนต์แบน

       หากยางรถยนต์เกิดรั่วและแบนขณะที่คุณขับรถอยู่บนท้อง ถนน คุณไม่ควรขับรถบดยางไปเป็นระยะทางไกลๆ โดยเด็ดขาด เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบนแก้มยางจนทำให้แก้มยางเสีย คุณควรจะจอดรถเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ก่อน และควรมีโฟมสเปรย์ติดรถไว้ เพราะหากไม่สามารถเปลี่ยนยางอะไหล่ได้ หรือรอยรั่วไม่ใหญ่นัก ก็ให้นำโฟมสเปรย์มาฉีดเพื่ออุดรอยรั่วของยางไว้จนหมด กระป๋อง จากนั้นขับไปอย่างช้าๆ จนถึงร้านปะยางที่ใกล้ที่สุดเพื่อปะ หรือเปลี่ยนยาง และอย่าลืมล้างโฟมสเปรย์ก่อนทำการปะยางด้วย เพราะหากทิ้งไว้อาจทำให้น้ำหนักของล้อและยางไม่สมดุล อีกทั้งโฟมสเปรย์บางชนิดอาจมีฤทธิ์ต่อเนื้อยางได้




การรับน้ำหนักและความเร็วของยาง

        การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก และข้อจำกัดความเร็วของยางแต่ละเส้น ก็มีส่วนในการยืดอายุการใช้งาน และยังหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย บนแก้มของยางแต่ละเส้นนั้น จะมีตัวเลข 1 คู่ และตามด้วยตัวอักษร ซึ่งจะบ่งบอกว่า ยางเส้นนั้นๆ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น 87V ตัวเลข 2 หลักหมายถึง ดัชนีน้ำหนักบรรทุกของยาง หรือ Load Index มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ซึ่งต้องอาศัยตารางในการเปรียบเทียบ ตัว V เป็นสัญลักษณ์ความเร็ว หรือ Speed Symbol หมายถึง ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้น
รับได้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ควรใช้ความเร็ว เกินกว่าที่ยางรับได้   และถ้ายางผ่านการใช้งานมานาน ก็ไม่ควรขับถึงหรือใกล้ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้น รับได้ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุยางระเบิดได้



ขับทางไกลเพิ่มความดันลม

        การขับทางไกลด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่อง ยางจะเกิดความร้อนมากกว่าปกติ ลมยางที่ร้อนจะขยายตัว แรงดันจะเพิ่มขึ้นจนลดการเกาะถนนและทรงตัวถ้ายางรถยน ต์ร้อนจัด และแรงดันเพิ่มขึ้นมากๆ ยางอาจจะระเบิดได้ บางคนคิดว่าการเติมลมยางอ่อนกว่าปกติ จะช่วยให้แรงดันจะไม่เพิ่มเวลาที่ยางร้อน   แต่จริงๆ แล้ว แรงดันจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ซึ่งเป็นทั้งแรงดันที่สูงและเป็นลมร้อน จึงเสี่ยงต่อการระเบิดได้ง่ายยิ่งกว่า ดังนั้น ควรเติมไว้ให้มีแรงดันลมสูงกว่าปกติ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพื่อเป็นการลดการบิดตัวของยาง จะทำให้เกิดความร้อนน้อยกว่ายางอ่อน




การสลับยางรถยนต์

         ยางรถยนต์เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดการสึกหรอได้ แต่ในการสึกหรอในแต่ละล้อยางอาจจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่มักจะสึกในคู่หนึ่งมากกว่าอีกคู่หนึ่ง การสลับยางจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอใกล้เคียงกันที่สุด ใช้ได้จนเกือบหมด โดยควรสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ถ้ายางอะไหล่มีขนาดเดียวกับยางหลัก ควรนำมาสลับใช้ด้วย แม้การเปลี่ยนยางพร้อมกัน 5 เส้น จะเสียเงินมากกว่าการเปลี่ยนยาง 4 เส้น แต่ก็จะสามารถใช้ยางทั้ง 5 เส้นได้เป็นระยะทางมากกว่า และทำการเปลี่ยนยางพร้อมๆ กันทุกเส้น เมื่อระยะการใช้งานครบ 2 ปี และควรปฏิบัติตามรายละเอียดการสลับยาง ที่ระบุไว้ในคู่มือประจำรถยนต์อย่างเคร่งครัด หรือปรึกษากับช่างผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้
เกิดผลเสียเมื่อปฏิบัติผิดวิธี




ควรเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อใด

          การหมดอายุของยางรถยนต์ไม่ได้เกิดจากการสึกของดอกยาง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ายางรถยนต์ของคุณหมดอายุแล้ว อีก 5 ลักษณะ ดังนี้คือ ยางไม่เกาะถนน เนื้อยางแข็ง โครงสร้างกระด้าง เกิดเสียงดังขณะขับขี่ หรือแก้มยางบวม ซึ่งการแก้ปัญหาก็คงจะหนีไม่พ้น
การเปลี่ยนยาง และควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางผ่านการใช้งานมาเท่ากัน ย่อมมีการสึกหรอและสภาพภายในที่ใกล้เคียงกัน โดยควรเลือกใช้ยางรุ่น และขนาดเดียวกันทั้ง 4 ล้อ




ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยางรถยนต์

          ยางรถยนต์ เปรียบเหมือนเกราะกันกระแทกระหว่างรถยนต์กับพื้นถนน เพื่อให้สมรรถภาพการขับขี่ที่ปลอดภัย ประหยัดน้ำมันและถนอมการสึกหรอของรถยนต์ ควรหมั่นตรวจสอบความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับโรงงานผู ้ผลิตรถยนต์ การกระทำเช่นนี้จะช่วยยืดอายุของยางรถอีกด้วย ทั้งนี้ อาจสังเกตจากแผ่นโลหะบริเวณขอบประตู หรือคู่มือประจำรถ นอกจากนี้ การเติมลมยางไม่เท่ากันทั้ง 4 เส้น จะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัว เมื่อเบรกหยุด หรือเร่งความเร็ว และทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และรักษาสภาพยาง ควรจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ทุก 2 ปี หรือทุก 50,000 กิโลเมตร การตรวจเช็คลมยาง ควรตรวจในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนใช้งาน ทั้งนี้ เมื่อล้อหมุน ยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ความดันลมจะสูงขึ้น

ในกรณีที่จำเป็นต้องเติมลมยางหลังการใช้งาน ควรเติมลมเพิ่มอีก 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว




ข้อสังเกตยางรถยนต์

1.ตำแหน่งการสึกหรอของดอกยาง

2.ชื่อผู้ผลิตยาง

3.ความกว้างของหน้ายาง (มิลลิเมตร)

4.ความสูงของแก้มยางต่อความกว้างของหน้ายาง(ซีรีส์) ซึ่งจะมีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์

5.เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ (นิ้ว)

6.การรับน้ำหนัก

7.ดัชนีความเร็ว

8.ชื่อรุ่นยางของผู้ผลิต




ดอกยางและร่องบนหน้ายาง

        มีหน้าที่ ่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่ง ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำ และการเกาะถนนขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่ายความลึกขั้นต่ำควรจะมีความ ลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการ รีดน้ำ และเกาะถนน



การตั้งศูนย์ล้อและถ่วงล้อ

       คือ การปรับสภาพของระบบรับน้ำหนัก ให้ได้ค่ากำหนดของโรงงานที่ผลิต หรืออีกนัยก็คือการปรับมุมช่วงล่างเพื่อให้การขับขี่ และการบังคับพวงมาลัย เป็นไปอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนยางใหม่ หรือการปะยางทุกครั้ง ต้องมีการถ่วงล้ออย่างสมดุล และมีศูนย์ล้อที่เที่ยงตรง



ข้อควรระวังในการปะ หรือซ่อมยาง

1.หากยางถูกตะปูตำ จะสามารถซ่อมแซมโดยการปะยางได้ เฉพาะในส่วนหน้ายางที่สัมผัสกับถนนเท่านั้น ไม่ควรปะยางบริเวณแก้มยาง ซึ่งยางอาจจะระเบิดได้ง่าย เนื่องจากไม่มีโครงสร้างของชั้นผ้าใบ และเส้นลวด

2.ยางที่สามารถจะปะ หรือซ่อมได้ ควรมีความลึกของดอกยางไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร และควรกว้างไม่เกิน 6 มิลลิเมตร

3.ไม่ควรปะยางเกิน 2 ครั้งบนยางเส้นเดียวกัน

4.ไม่ควรปะยางซ้ำรอยเดิม

 

เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=12199

 
     
 
 อ่าน[4920]        
 
     
   บทความเกี่ยวกับ รถยนต์ อื่นๆที่น่าสนใจ  
 
 
  หัวเรื่อง อ่าน
การจัดไฟแนนซ์ 8259
สารพันดูแลยางรถยนต์ 5890
การเลือกใช้ดอกยางรถยนต์ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพ การใช้งาน 5644
ค้ำโช๊คคือะไร? มีประโยชน์อย่างไร 10675
วิธีการป้องกันรถหาย 5058
ไฟซีนอน 7349
การดูแลรักษาระบบเบรค 8723
ข้อควรคำนึงในการทำประกันรถ 4173
สตาร์ทและอุ่นเครื่องยนต์ ตอนเช้า 5788
การโจรกรรมรถที่มีอุปกรณ์ป้องกัน 4618
 
ดูรายการทั้งหมด รถมือสอง รถบ้าน